DEVILFREEDOM

น้องใหม่...หัดทำBlogจร้า
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ devilnadear แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ devilnadear แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พีระมิดกิซ่า

มหาพีระมิดกีซ่า (Giza Plateau) : 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ


• พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์อียิปต์โบราณ ชาวอียิปต์ในสมัยนั้นเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ดังนั้นจึงต้องแน่ใจว่ากษัตริย์ของพวกเขาจะทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น สำหรับโลกหน้า พวกเขาได้ฝังทรัพย์สินและสิ่งของส่วนพระองค์ไปพร้อมกัน สิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบเป็นจำนวนมากในห้องเก็บสมบัติของปิรามิดได้แก่เพชร พลอย อาหาร เครื่องเรือน เครื่องดนตรี และอุปกรล่าสัตว์

• พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้แก่ พีระมิดเห่งเมืองกีซ่า (เมืองกีเซห์) ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมศพของกษัตริย์คีออปส์(CHEOPS) หรือ คูฟู ซึ่งพระองค์เป็นผู้สร้างขึ้นเองเมื่อก่อนคริสตกาลประมาณ 25,800 ปี นับอายุจนถึงปัจจุบันก็กว่า 4,500 ปี ถือเป็นพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่กลางทะเลทราย พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 481.4 ฟุต แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 450 ฟุต ฐานกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นแท่งรูปสามเหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไปเป็นทรงกรวย เชื่อกันว่าพีระมิดองค์นี้จะทนแดดทนฝนอยู่ได้อีกนานกว่า 5,000 ปี และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีอายุยืนยาวมาจนถึง ปัจจุบัน


• พีระมิดแห่งกีซ่าประกอบด้วย

1.พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza) ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า


2.พีระมิดคาเฟร (Khafre) ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์(The Great Sphinx of Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร


3.พีระมิด เมนคูเร (Menkaure) ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อสร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิดคาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่ายพร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen's Pyramids)


• การสร้างพีระมิด เกิดจากแรงศรัทธาแลกกับอาหารและเสื้อผ้า

• การสร้างพีระมิด สร้างโดยแรงงานมนุษย์กับเครื่องมือธรรมดาๆในการก่อสร้างเพียงไม่กี่ชนิดเท่า นั้น ผู้ที่สร้างปิรามิดไม่ใช่พวกทาส แต่เป็นช่างฝีมือและชาวนาที่อยู่ว่างในระหว่างที่น้ำจากแม่น้ำไนล์ท่วม พื้นที่ทำการเกษตรของตน แม้ว่าประชาชนนับพันๆคนที่มาช่วยสร้างปิรามิดจะทำงานเพื่อแลกกับอาหารและ เสื้อผ้า แต่ทุกคนก็ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างที่ฝังพระศพของกษัตริย์ที่พวกเขา นับถือเป็นเทพเจ้า

สนามกีฬากรุงโรม

สนามกีฬาแห่งกรุงโรม (The colosseum of Rome)

สนามกีฬาแห่งกรุงโรม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน แห่งอาณาจักรโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิติตัส (Titus) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือ ประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน ใต้อัฒจรรย์มีห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่อขังสิงโตและนักโทษประหาร ก่อนปล่อยให้ออกมาต่อสู้กันกลางสนาม นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประลองฝีมือของเหล่าอัศวินในยุคนั้น ปัจจุบันยังคงเหลือโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งเด่นเป็นโบราณสถานที่สามารถดึง ดูดนักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก

น้ำตกไนแอการา


น้ำตกไนแอการา (อังกฤษ: Niagara Falls ; ฝรั่งเศส: les Chutes du Niagara)
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งประกอบกัน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา น้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก น้ำตกแคนาดา) สูง 158 ฟุต, น้ำตกอเมริกาสูง 167 ฟุต, และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil. แม้น้ำตกไนแอการาจะไม่สูงอย่างโดดเด่น แต่ก็กว้างมาก



น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าศตวรรษ

แม่ น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนตาริโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือ ไนแอการาฟอลส์ มลรัฐนิวยอร์ก

แกรนด์แคนย่อน

แกรนด์แคนยอน : Grand Canyon <มลรัฐอะริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา>

แก รนด์แคนยอนถือเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกถูก จัดให้เป็นหนึ่งในอนุรักษ์สถาน ของโลกโดยตามสภาพภูมิศาสตร์และการลงมติของสหประชาชาติ สำรวจพบสถานที่แห่งนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1776 ปีเดียวกับที่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ แต่เพิ่งมารู้ว่ามีแม่น้ำโคโรลาโดไหลผ่านในปี ค.ศ 1857 แม่น้ำโคโลราโดไหลจากทิศเหนือไปใต้สู่ทะเลสาบมี๊ด ระยะทางประมาณ 200 ไมล์ Grand Canyon ถูกจัดให้ เป็นวนอุทยานแห่งชาติของสหรัฐ

แกรนด์แคนยอน เกิดขึ้นโดยอิทธิพลของแม่น้ำโคโลราโด ไหลผ่านที่ราบสูงทำให้เกิดการสึกกร่อน พังทะลายของ หินเป็นเวลา 225 ล้านปีมาแล้ว เดิมทีแม่น้ำโคโลราโดมีสภาพเป็นลำธารเล็กๆที่ไหลคดเคี้ยวไป ตามที่ราบกว้าง ใหญ่ที่อยู่ระดับเดียวกับน้ำทะเล ต่อมาพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากแรงดันและความร้อนอันมหาศาล ภายใต้พื้นโลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปและกลายเป็นแนวเทือกเขากว้างใหญ่ การยกตัวของแผ่นดินทำให้ทางที่ ลำธารไหลผ่านลาดชันขึ้นและทำให้น้ำไหลแรงมากขึ้น พัดเอาทรายและตะกอนไปตามน้ำเกิดการกัดเซาะลึกลง ไปทีละน้อยในเปลือกโลก วัดจากขอบลงไปก้นหุบเหวกว่า 1 ไมล์ (ประมาณ 1,600 เมตร) และอาจลึกว่าสอง เท่าของความหนาของเปลือกโลก ก่อให้เกิดหินแกรนิต หินชั้นแบบต่างๆพื้นดินที่เป็น หินทรายถูกน้ำ และลม กัดเซาะ จนเป็นร่องลึกสลับซับซ้อนนานนับล้านปี เป็นแคนยอนงดงามน่าพิศวงเนื่อง จากผลของดินฟ้าอากาศ ความร้อนเย็นซึ่งมีอิทธิพลรอบด้าน

ทางตะวันตก ของแม่น้ำโคโลราโดมีลักษณะคดเคี้ยวไปมาน่าสับสนและเป็นที่ตั้งส่วนหนึ่งของ แกรนด์แคนยอนด้วย โดยยาวถึง 150-200 ไมล์ บริเวณนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากที่สุดจุดหนึ่ง ซึ่งก็คงเป็นเพราะ ทัศนียภาพที่แปลกตาของความลึกของหุบเขาและลักษณะของแม่น้ำที่มีรูปร่างทรง กรวยและไหลเป็นหลั่นๆชั้นลงไป โดยเกิดจากลาวาที่ทับถมจากภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีก่อนนั่นเอง

บริเวณ หน้าผาของแกรนด์ แคนยอน แม่น้ำโคโลราโดได้เดินทางมาบรรจบ กับแม่น้ำ"เวอร์จิน" ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ทะเลสาบ"มี๊ด"ด้วยจุดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นจุดสิ้นสุดของแกรนด์ แคนยอนเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดสำคัญทางธรณีวิทยาแห่งหนึ่ง อย่างดีทั้งนี้เพราะสภาพบรรยากาศที่แปลกแตกต่างจากที่อื่นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับที่ราบสูงโคโลราโดทาง ตะวันออก 2 จุดนี้เป็นจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของโครงสร้างภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์

ในทาง ใต้ของแม่น้ำสายนี้จะเป็นทางลาดลงไปกว่า 3,000 ฟุต โดยเกิดจากดินทรายที่พัดพามาจากที่สูงแถบนี้ เป็นที่ตั้งของที่ราบสูง "ตอนใต้" และห่างออกไป 70 ไมล์ก็เป็นที่ตั้งของช่องแคบ "อินเนอร์ กอร์จ"ที่เป็นรูปตัว "วี" แคบๆ และกว้าง 300 ฟุตนอกจากนี้สีสรรของสายน้ำก็ยังเปลี่ยนแปลงไปด้วย บางวันก็เป็นสีน้ำตาล บางวันก็เป็นสีเขียว ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนของตะกอนที่พัดพามาแต่ละวัน

นอก จากนั้นในบริเวณซอกหลืบของหุบเขาน้อยใหญ่ยังมีการค้นพบร่องรอยอารยธรรมของ ชาวอินเดียนแดงโบราณ ซึ่งยังมีลูกหลานดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมและบางส่วนก็ยังคงอยู่ที่แกรนด์ แคนยอน จนถึงทุกวันนี้ เช่น อินเดียนแดงเผ่า Hopis, Havasupais, Navajos, Hualapais, Paiutes, Pueblos เป็นต้น ทุก ๆ ปีจะมีคนไปชมความมหัศจรรย์ ของแกรนด์แคนยอนไม่ต่ำกว่าสองล้านคน

หอเอนปิซ่า

หอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร



การสร้าง

เริ่มสร้างเมื่อ วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี

หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา

ประวัติ

กา ลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้

ในปี ค.ศ.1934 เบนิโต มุสโสลินี พยายามจะทำให้หอกลับมาตั้งฉากดังเดิม โดยเทคอนกรีตลงไปที่ฐาน แต่กลับทำให้หอยิ่งเอียงมากขึ้นไปอีก กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ยิงปืนใหญ่ใส่หอเอนเมืองปิซา

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลี พยายามหยุดการเอียงของหอเอนเมืองปิซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตัน ค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา

ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1990 หอเอนเมืองปิซาถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังขุดดินของอีกด้านหนึ่งออก เพื่อให้สมดุลยิ่งขึ้น และในวันที่ 15 ธันวาคม 2001 หอเอนเมืองปิซาถูกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้ง และถูกประกาศว่าสมดุลแล้วใน 300 ปีต่อมาหลังจากเริ่มทำการปรับปรุง

ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย

• นอกจากนี้หอเอนเมืองปิซานี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองความจริง เรื่องน้ำหนักของของที่ตกเป็นผลสำเร็จอีกด้วย*

ทัชมาฮาล (Taj Mahal)


ชมาฮาล เป็นสุสานหินอ่อนขนาดใหญ่ที่สวยงามสมบูรณ์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมนา เมืองอักรา ประเทศอินเดีย ทัชมาฮาลสร้างขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อประมาณค.ศ. 1630 - 1652 ใช้เวลาก่อสร้าง 17 ปี ใช้เวลาตกแต่ง 5 ปี รวมเวลาทั้งหมด 22 ปี ใข้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 30 ล้านรูปี โดยพระเจ้าชาห์ เจฮัล กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุล เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่มีต่อพระมเหสีมุมตัส สุสานทัชมาฮาลสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวเป็นรูปโดมตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย สูง 61 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมที่มีความกว้างด้านละ 95 เมตรหนา 5 เมตร มีหอคอยยอดแหลมสูง 95 เมตร ตั้งอยู่ที่มุมของฐานประจำ 4 ทิศ ใช้คนงานในการสร้างประมาณ 22,000 คนควบคุมการสร้างโดย อัสตาด ไอซา สถาปนิกในสมัยนั้น

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของเราชาวชัยภูมิ

หัตถกรรมช่างฝีมือ ที่มีลักษณะเด่นของจังหวัดชัยภูมิได้แก่

         ผ้าไหมบ้านเขว้า เป็นงานหัตถกรรมในครัวเรือนที่สืบทอดเทคนิคต่าง ๆ ในการผลิตสืบต่อกันมา เอกลักษณ์เฉพาะลายผา ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมพื้น ไหมมัดหมี่ หรือไหมขิด จะเป็นลายดั้งเดิมที่สั่งสมกันมา ซึ่งก็คล้ายกับลายทั่ว ๆ ไปในผ้าทออีสาน แตกต่างกันที่ความประณีตในการทอ ปัจจุบันมีการประยุกต์ลาย และการใช้เทคนิคการย้อมลายผ้า ให้เกิดความหลากหลาย และซับซ้อนกว่าเดิม


ผ้าฝ้ายมัดหมี่คอนสวรรค์ ลวดลายผ้าในการทอผ้าฝ้ายมัดหมี่ก็คล้ายกับลายผ้าไหมมัดหมี่ มีลายผ้าที่บเสมอ ดังนี้


ประเภทเลียนแบบสัตว์ มีลายผ้าที่เรียกชื่อตามรูปร่างของสัตว์คือ แมงงอด (แมงป่อง) ไก่ นาคเกี้ยว นาคอุ้มหน่วย นาคชูกาบหลวง ม้า สิงห์ (สิงโต) ตะขาบ รังผึ้ง หมี่ แมงมุม (ขิตแมงมุม) หมี่คน (ขิดคน) หมี่ช้าง หมี่นก นกคู่ หมี่หางกระรอก หมี่อึ่ง


ประเภทเลียนแบบพืช ได้แก่ หมี่ดอกสร้อย หมี่เหลี่ยมอ้อย หมี่กาบหลวง หมี่กาบหลวงลายกูด หมี่ดอกตุ้ม หมี่ดอกพิกุล หมี่ดอกจัน (สี่ดอกสี่ใบ) หมี่ดอกกุหลาบ หมี่ก้านแย่งประจำยาม หมี่ต้นสน หมี่หมากเป็ง หมี่กาบอ้อย หมี่ตัวตอก หมี่ตำลึง หมี่ดอกพวง หมี่ดอกแก้ว หมี่ดอกขิด (ดอกขจร) หมี่ข้ออ้อย หมี่หมากจับ (ตุ้มมะจับ) หมี่ใบไผ่ หมี่กาบมะลิ หมี่กาบกล้วย


ประเภทเลีบนแบบสิ่งประดิษฐ์ ได้แก่ หมี่สามไม้ใหญ่ หมี่สองไม้ หมี่เทียน หมี่โคมเจ็ด หมี่ขอเครือ หมี่ตะเภาหลงเกาะ หมี่บุษบก หมี่โคมห้า หมี่พุ่มทรงข้าวบิณฑ์ หมี่กุญแจ หมี่ขาเปีย หมี่กาบใหญ่ หมี่ธรรมาสน์ หมี่ลูกโซ่ หมี่กาบขันหมากเบ็ง หมี่ขอนาค หมี่ปราสาท หมี่โคมเก้า หมี่ขอพลั่ว


ประเภทเบ็ดเตล็ด ได้แก่ หมี่ขิดตา หมี่หวาย หมี่ราย หมี่ลายผสม หมี่ฟองน้ำ หมี่โบคว่ำโบหงาย หมี่ข้อตรง หมี่กงน้อย หมี่น้อยห้า หมี่กงน้อยเจ็ด หมี่เชิง หมี่ลายเผ่า หมี่อัมปรม




ผ้าขิดบ้านโนนเสลา เป็นผ้าลายขิดที่ขึ้นชื่อของชัยภูมิ มีชื่อเรียกกันได้แก่ ลายหน่วย ลายดอก ลายขอ หรือบิดขอ ลายกาบ ลายผสม และลายธรรมชาติ เป็นต้น




หม้อดินบ้านเมืองน้อย อยู่ที่บ้านเมืองน้อย ตำบลในเมือง เป็นชุมชนที่มีการสืบทอดการปั้นหม้อตามแบบโบราณ ทำมาประมาณ ๑๕๐ ปีแล้ว ลักษณะลวดลายเป็นลายเชือก แบบดั้งเดิม เป็นหม้อดินคุณภาพดี ทนความร้อนสูง ไม่แตกง่าย ฝีมือการปั้นประณีต


ศิลปกรรม ที่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่


การรำชัยภูมิ เป็นการรำในขบวนต้อนรับเจ้าเมือง หรือแขกบ้านแขกเมืองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จะเห็นได้จากบทกลอนการแสดงฟ้อนรำ ต้อนรับขบวนเจ้าพ่อพระยาแล ที่กลับจากการปักปันเขตแดนกับจังหวัดเพชรบูรณ์ ในตำนานเจ้าพ่อ ดังนี้


.......... กลับถึงเมือง แม่เจ้า ท้าวบุญมี แต่งบายศรี เจ็ดชั้น งามสง่า

สู่ขวัญให้ ผู้ที่ไป ได้กลับมา สนุกเฮฮา ฟ้อนนำ รำชัยภูมิ

เปาผึ่มเป๊ะ เป๊ะผึ่มเป๊ะ เสียงกลองดัง ตีกรับฟัง จังหวะเคียง เสียงสดใส



ใช้กลองเส็ง ล้มลงเดาะ เตาะกันไป เสียงดังไกล หนึ่งว่า พญาเดิน
การรำชัยภูมิจะมีจังหวะที่กระชับสนุกสนาน ตามแบบการรำเซิ้งของชาวอีสานทั่วไป และยังเป็นเอกลักษณ์ของการรำ ในขบวนพิธีต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน


การเส็งกลอง การรำชัยภูมิแต่เดิมนั้น ใช้กลองเส็งเป็นเครื่องให้ดนตรี จึงทำให้กลองเส็งเป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่ของชาวชัยภูมิ เช่นเดียวกับการรำชัยภูมิ


การเส็งกลอง คือ การแข่งขันตีกลอง แต่เดิมให้กติกาง่าย ๆ คือ ใช้ขัน หรือกะลามะพร้าววางบนผิวน้ำ ที่มีขนาดใหญ่ ผู้แข่งขันทั้งสองฝ่ายจะอยู่คนละข้าง ของภาชนะที่ใส่น้ำ ในระยะห่างเท่า ๆ กัน จากนั้นจะเริ่มตีกลองพร้อมกัน เมื่อคลื่นเสียงกระทบผิวน้ำ ฝ่ายไหนเสียงกลองดังมากกว่ากัน จะดันภาชนะเหนือผิวน้ำ ไปยังฝ่ายตรงข้าม เมื่อขันหรือกะลามะพร้าวอยู่ใกล้ฝ่ายใดมากที่สุด ในเวลาที่กำหนด ฝ่ายนั้นเป็นผู้แพ้




ลำเกี้ยวกระดูกแตก เป็นลักษณะการลำกลอนเกี้ยวพาราสี ซึ่งเชื่อว่า เป็นต้นฉบับเฉพาะของหมอลำ เมืองชัยภูมิ


ขนบธรรมเนียมประเพณี งานประเพณีใหญ่ระดับจังหวัด ได้แก่


งานบุญเดือนหก เป็นงานประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อพระยาแล ณ บริเวณศาลหนองปลาเฒ่า จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๒ - ๒๐ พฤษภาคม ของทุกปี จะมีขบวนพิธีการรำถวายเจ้าพ่อตามพิธีดั้งเดิม ณ ศาลเจ้าพ่อหลังเดิม


งานประเพณีฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๒ - ๒๐ มกราคม ของทุกปี ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด และบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล


การจัดงานประกอบด้วย พิธีบวงสรวงดวงวิญญาณ เจ้าพ่อพระยาแล ขบวนแห่สักการะอนุสาวรีย์เจ้าพ่อ ฯ ขบวนถวายช้างแด่เจ้าพ่อ ฯ และขบวนแห่ของอำเภอต่าง ๆ รวมทั้งการออกร้านจัดนิทรรศการของหน่วยราชการ และเอกชน เริ่มจัดงานครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐


ประเพณีบูชาเจ้าพ่อองค์ตื้อ เป็นพิธีที่มีคณะลำผีฟ้า ลำส่องไปบวงสรวง เป็นกลุ่ม ๆ ที่ภูพระ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าองค์ตื้อ ในตำบลนาเสียว อำเภอเมือง ฯ การบวงสรวงจะมีขึ้นระหว่างวันขึ้น ๑๓-๑๕ ค่ำ เดือนเมษายน ของทุกปี และอีกสองวันคือ วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา มีประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก


ขอบคุณสำหรับที่มาดูภาพแล้ว เก่ามากๆคะ : http://www.hotsia.com/thailandinfo/oldcity/chaiyaphum15.shtml

หาดน้ำพรม

หาดน้ำพรม

ประวัติความเป็นมา


          สัมผัสบรรยากาศแห่งสายน้ำพรมท่ามกลางอ้อมกอดของผืนป่าเขาเขียว ณ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ โดยการล่องแพชมธรรมชาติ เขื่อนโนนเขวาตั้งชื่อตามชื่อหมู่บ้านที่อยู่ใกล้อันเป็นที่ตั้งของตัวเขื่อน ชื่อว่าบ้านโนนเขวา จึงตั้งชื่อเขื่อนตามชื่อหมู่บ้าน และตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลโนนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ การเดินทางถ้าเริ่มจากจังหวัดชัยภูมิ ก็มุ่งตรงมายังอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งมาได้ 2 ทาง คือ ชัยภูมิ - หนองบัวแดง - เกษตรสมบูรณ์ ระยะทาง ประมาณ 86 กม. หรือ ชัยภูมิ - แก้งคร้อ - ภูเขียว -เกษตรสมบูรณ์ ระยะทาง 100 กม. จากเกษตรสมบูรณ์ - เขื่อนโนนเขวา ต.โนนทอง ระยะทางประมาณ 14 กม.

          ปล.ผู้เขียนยังไม่เคยไปคะ ถ้าไปแล้วจะมาเล่าบรรยากาศให้ฟังนะคะ
 
ขอบคุณภาพ : สำนักงานเกษตรอำเภอเกษตรสมบูรณ์

อุทยานแห่งชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ

อุทยานแห่งชาติภูแลนคา



ประวัติความเป็นมา

         อุทยานแห่งชาติ ภูแลนคา ตั้งอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่โดยประมาณ 92,500 ไร่ เป็นสภาพพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฏหมาย และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 และ 17 มีนาคม พ.ศ.2535 และที่สำคัญเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร ป่าสมบูรณ์ ป่าฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า รวมทั้งเป็นป่าที่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ประจำจังหวัด ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัด องค์กรสิ่งแวดล้อม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ องค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบลที่เกี่ยวข้อง ให้การเห็นชอบและสนับสนุนให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติภูแลนคา โดยอย่างยิ่งพื้นที่ป่าอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำและลำห้วยต่างๆ ที่ไหลรวมกันเป็นลุ่มน้ำและไหลกันเป็นแม่น้ำชี เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูแลนคาด้านทิศเหนือและป่าภูแลนคาด้านทิศใต้

         สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ ผู้เขียนไปมาแล้วคะ แต่ว่าหาภาพไม่เจอ จำไม่ได้ว่าไปเก็บไว้ที่ไหน เอาไว้ทริปหน้าจะมาอัพเดรทให้ดูกันนะคะ